บทที่ 5 บทที่ 5 คนที่ควรพบในวังกลับมาถึงค่าย
บทที่ 5
คนที่ควรพบในวังกลับมาถึงค่าย
------------------------------------
“องค์ชายสามเสด็จมาถึงหน้าค่ายแล้วขอรับ!”
เสียงรายงานดังขึ้นก่อนยามเฉินไม่นาน ทำให้การเคลื่อนไหวในคอกม้าหยุดชะงักไปชั่วขณะ
คนเลี้ยงม้าหลายคนวางถังน้ำในมือ ทหารที่กำลังขนกระสอบหญ้ารีบจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แม้แต่นายกองผู้ควบคุมการตรวจทะเบียนก็หันมองไปทางประตูค่ายด้วยสีหน้าตึงเครียด
เสิ่นชิงหลัวยืนนิ่งอยู่ข้างม้าสีน้ำตาลตัวหนึ่ง ปลายนิ้วซึ่งกำลังตรวจเหงือกม้าหยุดค้าง
องค์ชายสาม
นางควรรู้ดีว่าเขาจะมา คดีม้าศึกถูกวางยาและสับเปลี่ยน เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินกองทัพ อีกทั้งหน่วยลาดตระเวนยังพบผู้ส่งสัญญาณให้ขบวนลวงเมื่อคืน เรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ ราชสำนักย่อมส่งคนมาตรวจสอบ
เพียงแต่นางไม่คิดว่าจะเป็นจ้าวจิ่งหยวน และไม่คิดว่าเขาจะปรากฏตัวเร็วถึงเพียงนี้ ชาติที่แล้ว นางควรพบเขาครั้งแรกในงานชมบุปผาเมื่อสามวันก่อน ผ้าเช็ดหน้าของนางจะปลิวตกใกล้สระน้ำ แล้วเขาจะเป็นผู้เก็บขึ้นมาส่งคืน
ทว่านางฉีกบัตรเชิญทิ้งไปแล้ว นางคิดว่าหากไม่เข้าวัง จุดเริ่มต้นทั้งหมดก็จะหายไป
แต่เพียงไม่กี่วัน คนที่ควรยืนอยู่ท่ามกลางดอกโบตั๋นในวังหลวงกลับเดินทางมาหานางถึงค่ายทหาร เหตุการณ์เปลี่ยนไปเร็วกว่าที่คาดไว้ หรือบางที ต่อให้นางหลีกหนีเส้นทางเดิม โชคชะตาก็ยังพยายามผลักคนเหล่านั้นกลับเข้ามาในชีวิต
“คุณหนู?”
เสียงอาหลานเรียกเบา ๆ
เสิ่นชิงหลัวจึงรู้ตัวว่านางกำลังออกแรงจับสายจูงแน่นเกินไป ม้าสีน้ำตาลขยับศีรษะอย่างไม่สบายใจ นางคลายมือทันที แล้วลูบข้างแก้มมันเพื่อปลอบ
“ข้าไม่เป็นไร”
อาหลานมองใบหน้าซีดลงของผู้เป็นนายอย่างไม่เชื่อ
“องค์ชายสามเสด็จมาตรวจคดี ท่านคงต้องเข้าไปคารวะหรือไม่เจ้าคะ”
“ข้าเป็นเพียงคนช่วยตรวจม้าชั่วคราว ไม่มีตำแหน่งในกองทัพ”
เสิ่นชิงหลัวหยิบแผ่นบันทึกอาการขึ้นมา
“ให้ท่านแม่ทัพกับนายทหารรับรองพระองค์ก็พอ เราไปตรวจคอกด้านนอก”
อาหลานลังเล แต่ยังรับคำ
ทั้งสองเดินออกทางประตูหลังของคอก ซึ่งเชื่อมไปยังลานเลี้ยงม้าด้านเหนือ เสิ่นชิงหลัวตั้งใจใช้เวลาช่วงที่ราชสำนักตรวจสอบเอกสารอยู่ห่างจากกระโจมบัญชาการให้มากที่สุด
นางไม่จำเป็นต้องพบจ้าวจิ่งหยวน ไม่มีเหตุผลต้องสนทนา และยิ่งไม่มีความจำเป็นต้องให้เขาสนใจในตัวนางเช่นชาติเดิม แต่ยังไม่ทันพ้นรั้วคอก เสียงแตรสั้นก็ดังขึ้นจากหน้าค่าย
ทหารสองแถวคุกเข่าลงพร้อมกัน
เสิ่นชิงหลัวหลีกไปยืนข้างทาง ตั้งใจรอให้ขบวนผ่านก่อนค่อยเดินต่อ
ม้าสีขาวตัวหนึ่งก้าวเข้ามาในค่ายอย่างสง่างาม ผู้ที่นั่งอยู่บนหลังม้าสวมเสื้อคลุมสีฟ้าเข้มปักลายเมฆเงิน แม้ไม่ได้แต่งกายเต็มยศ แต่หยกประดับเอวกับตราราชวงศ์บนสายรัดม้าก็เพียงพอให้ผู้คนรู้ฐานะ
ใบหน้าของเขายังหนุ่มกว่าภาพสุดท้ายในลานประหารหลายปี
ไม่มีมงกุฎรัชทายาท
ไม่มีม่านแพรสีทอง
และยังไม่มีความเหนื่อยล้าซึ่งเกิดจากการแย่งชิงอำนาจยาวนาน
จ้าวจิ่งหยวนในเวลานี้อายุยี่สิบสี่ปี ดวงตายังคงอ่อนโยน รอยยิ้มสุภาพ และมีท่าทีซึ่งทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกว่าเขากำลังตั้งใจฟังคนตรงหน้าเสมอ
ครั้งหนึ่ง เสิ่นชิงหลัวเคยหลงเชื่อว่าความอ่อนโยนนั้นมีไว้สำหรับนางเพียงคนเดียว วันนี้นางรู้แล้วว่าเขาปฏิบัติเช่นนั้นกับทุกคนที่มีคุณค่าเพียงพอ เสิ่นชิงหลัวลดสายตาลง ก่อนที่ขบวนจะเคลื่อนผ่าน
“ถวายบังคมองค์ชายสาม”
เสียงของทหารดังขึ้นพร้อมกัน
จ้าวจิ่งหยวนลงจากม้า เซียวฉางเยี่ยนกับเฉินอี้ออกมารับอยู่ด้านหน้า
“กระหม่อมถวายบังคมองค์ชายสาม”
“ท่านแม่ทัพไม่ต้องมากพิธี” จ้าวจิ่งหยวนกล่าว “ข้าได้รับพระบัญชาจากเสด็จพ่อให้มาตรวจสอบคดีม้าศึก การเดินทางครั้งนี้มิใช่พิธีราชการใหญ่โต ทุกคนทำหน้าที่ตามเดิมเถิด”
น้ำเสียงนี้เอง
ชาติที่แล้ว เมื่อพบกันครั้งแรก เขาก็กล่าวกับนางว่าไม่ต้องมากพิธี
ความทรงจำพุ่งเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว
ภาพมือที่ยื่นผ้าเช็ดหน้าคืนให้
เสียงหัวเราะใต้ศาลากลางสวน
คืนที่เขานั่งบดหมึกให้นางเขียนแผนศึก
และเงาร่างที่ยืนอยู่หลังม่าน ไม่ยอมออกคำสั่งช่วยบิดานาง
ฝ่ามือของเสิ่นชิงหลัวเย็นลง นางก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว หมายหลบออกทางด้านข้าง อู๋เยี่ยซึ่งถูกผูกอยู่ในคอกใกล้กันกลับส่งเสียงร้องขึ้นพอดี
เสียงของมันทำให้จ้าวจิ่งหยวนหันมอง สายตาของเขาผ่านม้าสีดำ ก่อนหยุดอยู่ที่หญิงสาวในชุดเรียบซึ่งยืนอยู่ข้างรั้วไม้
เสิ่นชิงหลัวรู้ทันทีว่าสายเกินกว่าจะหลีกหนี
“หญิงผู้นั้นคือใคร”
จ้าวจิ่งหยวนถาม
เฉินอี้มองผู้เป็นนายชั่วครู่ ก่อนตอบ
“คุณหนูรองตระกูลเสิ่น เสิ่นชิงหลัวพ่ะย่ะค่ะ นางเป็นผู้ตรวจพบว่าม้าถูกวางยา ทั้งยังช่วยตรวจม้าที่ถูกสับเปลี่ยน”
ชื่อของนางถูกกล่าวออกมาแล้ว เสิ่นชิงหลัวจึงไม่มีทางเลือกนอกจากเดินออกจากข้างทาง นางหยุดห่างจากจ้าวจิ่งหยวนในระยะเหมาะสม ย่อตัวคำนับโดยไม่เงยหน้ามองเขานานเกินไป
“หม่อมฉันเสิ่นชิงหลัว ถวายบังคมองค์ชายสามเพคะ”
ความเงียบเกิดขึ้นครู่หนึ่ง
“เสิ่นชิงหลัว”
เขาทวนชื่อนางเบา ๆ เสียงนั้นทำให้ปลายนิ้วซึ่งซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของนางกำแน่นขึ้น ชาติที่แล้ว เขาเคยเรียกชื่อนางเช่นนี้นับไม่ถ้วน
ยามต้องการปรึกษาแผน
ยามมอบของขวัญ
ยามขอให้นางเสียสละอีกเพียงครั้งเดียวเพื่ออนาคตของทั้งสอง
กระทั่งคืนก่อนนางถูกจับ เขายังส่งคนมาบอกว่า
ชิงหลัว จงเชื่อข้า
“เงยหน้าขึ้นเถิด” จ้าวจิ่งหยวนกล่าว
นางค่อย ๆ เงยหน้า เมื่อดวงตาทั้งสองคู่ประสานกัน จ้าวจิ่งหยวนชะงักไปเล็กน้อย อาจเป็นเพราะสีหน้าของนางแตกต่างจากหญิงสาวทั่วไปที่ได้พบองค์ชายเป็นครั้งแรก ไม่มีความตื่นเต้น ไม่มีความเขินอาย และไม่มีความพยายามทำให้ตนโดดเด่น มีเพียงความสุภาพซึ่งถูกเว้นระยะไว้อย่างชัดเจน
ส่วนเสิ่นชิงหลัวต้องใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดเพื่อไม่ถอยหนี นางบอกตนเองว่าบุรุษตรงหน้ายังไม่ได้ทำสิ่งใด จ้าวจิ่งหยวนในวัยยี่สิบสี่ปีไม่ใช่รัชทายาทผู้ยืนหลังม่านในลานประหาร อย่างน้อยในเวลานี้ เขายังไม่ได้เลือกปล่อยนางตาย
แต่สิ่งที่เขาจะทำในอนาคตคือส่วนหนึ่งของตัวตนเขาเช่นกัน นางไม่จำเป็นต้องเกลียดเขาในวันนี้ เพียงต้องไม่เดินเข้าไปหาอีกก็พอ
“ได้ยินว่าเจ้าเป็นผู้พบเมล็ดพิษในหญ้าม้า” จ้าวจิ่งหยวนเริ่มสนทนา “หมอสัตว์ของราชสำนักหลายคนยังต้องใช้เวลาตรวจสอบ เหตุใดเจ้าจึงพบได้รวดเร็วนัก”
“ม้าป่วยเฉพาะกลุ่มที่กินอาหารชุดใหม่เพคะ หม่อมฉันจึงตรวจอาหารก่อน”
“แล้วรู้จักพืชพิษชนิดนั้นได้อย่างไร”
“มารดาของหม่อมฉันมาจากตระกูลเพาะพันธุ์ม้า เคยสอนให้รู้จักพืชซึ่งเป็นอันตรายต่อสัตว์เพคะ”
จ้าวจิ่งหยวนพยักหน้า แต่ยังมองนางด้วยความสนใจ
“ข้ายังได้รับรายงานว่าเจ้าพบม้าซึ่งไม่ตรงทะเบียนถึงสิบตัว”
“เป็นเพราะตำหนิ อายุ และลักษณะกีบไม่ตรงกับเอกสาร ไม่ใช่เรื่องยากหากตรวจอย่างละเอียดเพคะ”
“คนในกองทัพตรวจม้ามาหลายปี แต่กลับไม่มีผู้ใดพบก่อนเจ้า”
ถ้อยคำนี้ฟังคล้ายคำชม ชาติที่แล้ว เสิ่นชิงหลัวคงดีใจที่เขามองเห็นความสามารถ วันนี้นางกลับรู้สึกเพียงว่าต้องระวังมากขึ้น
“พวกเขาเดินทางมาเหน็ดเหนื่อยและกำลังกังวลเรื่องโรคระบาด จึงอาจมองข้ามรายละเอียดบางอย่าง หม่อมฉันเพียงอยู่ถูกที่ถูกเวลาเพคะ”
คำตอบลดความสำคัญของตนอย่างชัดเจน
จ้าวจิ่งหยวนมองนางนิ่ง เหมือนพยายามค้นหาว่าเหตุใดหญิงสาวผู้มีความสามารถจึงไม่ต้องการให้ผู้ใดกล่าวถึง
“เมื่อคืนยังมีเรื่องขบวนเสบียง” เขากล่าวต่อ “มีผู้รายงานว่าเจ้าเป็นคนเตือนเรื่องดินถล่มและเสนอให้ใช้ขบวนลวง”
เสิ่นชิงหลัวเหลือบมองเซียวฉางเยี่ยน นางไม่รู้ว่ารายงานส่งถึงราชสำนักรวดเร็วถึงเพียงนี้ หรือจ้าวจิ่งหยวนได้รับข่าวจากสายของตนระหว่างเดินทาง
“หม่อมฉันเพียงเห็นความผิดปกติบนแผนที่เพคะ ผู้ตัดสินใจและรับผิดชอบแผนทั้งหมดคือท่านแม่ทัพ”
“แต่ผู้มองเห็นก่อนคือเจ้า”
จ้าวจิ่งหยวนยิ้มบาง ๆ
“คุณหนูเสิ่น เจ้าช่างไม่เหมือนหญิงสาวทั่วไป”
ประโยคเดียวกัน
ถ้อยคำแทบไม่ต่างจากชาติเดิม
วันนั้นริมสระบัว เขาเคยกล่าวว่านางไม่เหมือนคุณหนูในห้องหอทั่วไป เพราะรู้ทั้งเรื่องม้าและการคำนวณเสบียง
คำพูดนั้นเคยทำให้นางมีความสุขอยู่หลายวัน
บัดนี้กลับทำให้ความเย็นแล่นขึ้นตามกระดูกสันหลัง
เสิ่นชิงหลัวก้มหน้าลงเล็กน้อย เพื่อซ่อนสีหน้าซึ่งซีดลง
“หม่อมฉันเป็นเพียงบุตรสาวขุนนางผู้หนึ่ง ไม่กล้ารับคำชมเพคะ”
จ้าวจิ่งหยวนสังเกตความเปลี่ยนแปลงได้
“เจ้าไม่สบายหรือ”
“หม่อมฉันพักผ่อนน้อยเพคะ”
“หรือไม่คุ้นกับการสนทนากับราชวงศ์”
นางเม้มริมฝีปากเพียงชั่วครู่
เขายังคงอ่านสีหน้าคนเก่งเช่นเดิม หากนางแสดงความหวาดกลัวมากเกินไป เขาย่อมสงสัยว่าทั้งสองเคยมีเรื่องใดต่อกัน ทั้งที่ตามเหตุการณ์ในชาตินี้ยังไม่เคยพบกัน
เสิ่นชิงหลัวจึงเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง
“หม่อมฉันอยู่ในช่วงไว้ทุกข์และไม่ค่อยออกจากจวน จึงอาจเสียมารยาทโดยไม่ตั้งใจ ขอองค์ชายโปรดอภัยเพคะ”
น้ำเสียงสุภาพ ไม่มีข้อผิดพลาด แต่เย็นห่างจนจ้าวจิ่งหยวนขมวดคิ้วบาง ๆ
เขาคุ้นเคยกับสายตาของผู้คน
บางคนประจบ บางคนหวาดกลัว บางคนหวังพึ่งอำนาจ และบางคนพยายามซ่อนความทะเยอทะยาน
ทว่าสตรีตรงหน้ามองเขาราวกับกำลังมองเส้นทางอันตรายซึ่งต้องหลีกเลี่ยง
ทั้งที่นี่ควรเป็นครั้งแรกซึ่งทั้งสองพบกัน
“เราเคยพบกันมาก่อนหรือไม่” เขาถาม
คำถามนั้นทำให้เสิ่นชิงหลัวนิ่งไป
ภาพลานประหารกลับมาอีกครั้ง
นางคุกเข่ากลางหิมะ ร้องขอให้เขาช่วยบิดา
แต่เขาไม่ตอบ
“ไม่เคยเพคะ”
นางตอบโดยไม่หลบตา
จ้าวจิ่งหยวนยังไม่ละสายตา
“แปลกนัก ข้ากลับรู้สึกว่าเจ้าไม่ต้องการพบข้า”
บริเวณรอบข้างเงียบลง อาหลานยืนอยู่ห่างออกไปไม่มาก ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล ส่วนเฉินอี้มองสลับระหว่างองค์ชายกับเสิ่นชิงหลัวอย่างระมัดระวัง
นางไม่อาจตอบตามจริงได้ว่าเคยตายเพราะเขามาแล้วครั้งหนึ่ง
“องค์ชายทรงคิดมากไปเพคะ” นางกล่าว “หม่อมฉันเพียงมีงานตรวจม้าค้างอยู่ ไม่กล้าปล่อยให้พระองค์เสียเวลากับคนซึ่งไม่มีข้อมูลสำคัญกว่านี้”
“ผู้พบพิษและม้าสับเปลี่ยนจะไม่มีข้อมูลสำคัญได้อย่างไร”
จ้าวจิ่งหยวนก้าวเข้ามาใกล้อีกเล็กน้อย
“ข้าต้องตรวจรายงานทั้งหมด หากเจ้าสะดวก หลังเสร็จการตรวจค่าย ข้าอยากฟังเรื่องที่เจ้าพบจากปากเจ้าโดยตรง”
ทุกอย่างกำลังเดินเข้าสู่เส้นทางเดิมอีกครั้ง
เริ่มจากความสนใจในความสามารถ
จากนั้นจะเป็นคำเชิญให้สนทนาเป็นการส่วนตัว
ต่อไปคือหนังสือ ตำรา และคำขอคำปรึกษาเล็กน้อย
ก่อนจะกลายเป็นแผนศึกซึ่งไม่มีชื่อของนาง
เสิ่นชิงหลัวกำลังจะหาทางปฏิเสธ เสียงเย็นเรียบก็ดังแทรกขึ้น
“คุณหนูเสิ่น”
เซียวฉางเยี่ยนซึ่งยืนเงียบมาตลอดเดินเข้ามาหยุดข้างนาง ร่างสูงบดบังสายตาของจ้าวจิ่งหยวนบางส่วนโดยไม่ดูจงใจเกินไป
“ไปตรวจอู๋เยี่ย”
เสิ่นชิงหลัวชะงัก
เมื่อเช้านางเพิ่งตรวจอู๋เยี่ยอย่างละเอียด มันกินอาหารได้ อุณหภูมิปกติ รูม่านตากลับสู่สภาพเดิม และแทบไม่มีอาการพิษเหลืออยู่
“อู๋เยี่ยแข็งแรงดีแล้วมิใช่หรือเจ้าคะ”
“มันไม่ยอมกินอาหาร”
นางเหลือบมองไปทางคอก อู๋เยี่ยกำลังเคี้ยวหญ้าอย่างสงบ เศษหญ้ายังติดอยู่ตรงมุมปาก
เซียวฉางเยี่ยนมองตาม แล้วกล่าวโดยสีหน้าไม่เปลี่ยน
“มันกินน้อยกว่าปกติ”
ข้ออ้างนี้ฝืนอยู่บ้าง แต่ม้าหลังได้รับพิษกินอาหารลดลงก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ
เสิ่นชิงหลัวเข้าใจว่าเขาคงต้องการให้นางออกไป เพื่อไม่ให้ผู้เกี่ยวข้องกับคดีสนทนากับผู้แทนราชสำนักโดยไม่มีการเตรียมตัว หรืออาจไม่ต้องการให้นางกล่าวรายละเอียดซึ่งยังอยู่ระหว่างสอบสวน
นับว่าเป็นการป้องกันข้อมูลรั่วไหลอย่างเหมาะสม
“เจ้าค่ะ”
นางคำนับจ้าวจิ่งหยวน
“หม่อมฉันขอตัวก่อนเพคะ”
จ้าวจิ่งหยวนยังไม่ทันตอบ เซียวฉางเยี่ยนก็กล่าวกับอาหลาน
“ตามนางไป”
“เจ้าค่ะ ท่านแม่ทัพ”
เสิ่นชิงหลัวเดินออกไปพร้อมสาวใช้ โดยรู้สึกว่าลมหายใจของตนค่อย ๆ กลับเป็นปกติเมื่อระยะห่างจากองค์ชายเพิ่มขึ้น
ก่อนถึงคอก นางได้ยินจ้าวจิ่งหยวนถามจากด้านหลัง
“เหตุใดท่านแม่ทัพจึงใช้งานคุณหนูตระกูลเสิ่นราวกับเป็นคนของตน”
ฝีเท้าของเสิ่นชิงหลัวชะลอลงเล็กน้อย
คำถามนี้อาจหมายถึงเซียวฉางเยี่ยนออกคำสั่งแก่นางโดยตรง ทั้งที่นางไม่ใช่คนในกองทัพ
นางเองก็นึกสงสัยเช่นกัน แต่เหตุผลคงเป็นเพราะคดีทั้งหมดอยู่ในความรับผิดชอบของเขา และนางเป็นทั้งผู้พบหลักฐานกับผู้ช่วยตรวจม้า
เสียงของเซียวฉางเยี่ยนดังขึ้นชัดเจน
“เพราะนางอยู่ในความรับผิดชอบของข้า”
เสิ่นชิงหลัวพยักหน้าในใจ เป็นดังที่คิด ตราบใดที่คดีม้าศึกยังไม่จบ ทั้งตัวนางและบิดาย่อมอยู่ภายใต้การตรวจสอบของแม่ทัพ เขาจึงต้องควบคุมการเข้าออกและการเปิดเผยข้อมูล
เป็นเหตุผลด้านงานโดยแท้
อาหลานซึ่งเดินอยู่ข้างกันกลับสะดุดเท้าตนเองจนเกือบล้ม
“ระวัง” เสิ่นชิงหลัวจับแขนสาวใช้ไว้ “พื้นยังลื่นจากฝนเมื่อคืน”
อาหลานหันกลับไปมองชายสองคนด้านหลัง ก่อนกระซิบเสียงเบา
“คุณหนูได้ยินหรือไม่เจ้าคะ”
“ได้ยิน”
“ท่านแม่ทัพกล่าวว่าท่านอยู่ในความรับผิดชอบของเขา”
“เพราะคดี”
“แต่เขากล่าวต่อหน้าองค์ชายสามนะเจ้าคะ”
“องค์ชายสามเป็นผู้ตรวจคดี เขายิ่งต้องอธิบายให้ชัดเจน”
อาหลานอ้าปากค้าง ก่อนถอนหายใจยาวแล้วเดินตามต่อไป
เสิ่นชิงหลัวไม่เข้าใจว่าสาวใช้กำลังผิดหวังเรื่องใด
ด้านหลัง จ้าวจิ่งหยวนมองหญิงสาวซึ่งเดินจากไป ก่อนหันกลับมาหาแม่ทัพ
“นางอยู่ในความรับผิดชอบของท่านแม่ทัพด้วยเหตุใด”
“นางเป็นพยานสำคัญของคดี”
“เพียงเท่านั้น?”
เซียวฉางเยี่ยนสบตาองค์ชายโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
“เพียงเท่านั้นก็เพียงพอแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เฉินอี้ยืนอยู่ระหว่างคนทั้งสอง รู้สึกว่าบรรยากาศยามเช้าเย็นลงกว่าหลังฝนตกเสียอีก
การตรวจสอบของผู้แทนราชสำนักดำเนินไปตลอดครึ่งวัน
จ้าวจิ่งหยวนเรียกดูบัญชีม้าศึก รายงานอาหาร และรายชื่อผู้ดูแลขบวนทั้งหมด ผู้ต้องสงสัยจากฝ่ายส่งม้าถูกนำมาแยกสอบ แต่ไม่มีผู้ใดยอมรับว่าเกี่ยวข้องกับการวางยา
ส่วนคนส่งสัญญาณซึ่งพบใกล้หุบเขาเมื่อคืนหลบหนีไปได้หนึ่งคน อีกคนกัดยาพิษที่ซ่อนไว้ในฟันและเสียชีวิตก่อนถูกนำกลับค่าย
หลักฐานจึงยังไม่อาจชี้ถึงผู้บงการ
เสิ่นชิงหลัวไม่ได้เข้าใกล้กระโจมบัญชาการอีก นางใช้เวลาตรวจปากกระสอบหญ้า เปรียบเทียบรอยเย็บ และทำเครื่องหมายม้าที่ไม่ตรงทะเบียนทั้งหมด คนเลี้ยงม้ารายงานว่าอาการของม้าป่วยดีขึ้นตามลำดับ เหลือเพียงสองตัวซึ่งยังไม่อาจยืนได้เอง
หลังยามเว่ย จ้าวจิ่งหยวนเสด็จออกจากค่ายไปยังเรือนพักของทางการในเมือง พร้อมรับเอกสารบางส่วนไปตรวจต่อ
เสิ่นชิงหลัวมองขบวนจากหลังรั้วคอก นางไม่รู้ว่าเขาหันกลับมามองหรือไม่ เพราะไม่ได้เงยหน้า เมื่อเสียงเกือกม้าห่างออกไป ความตึงในบ่าจึงค่อยคลายลง
“คุณหนูไม่ชอบองค์ชายสามหรือเจ้าคะ”
อาหลานถามขณะช่วยนางเก็บขวดยา
“เหตุใดจึงถาม”
“ทุกครั้งที่พระองค์ตรัสกับท่าน สีหน้าท่านเหมือนกำลังยืนอยู่หน้าประตูคอกม้าดุร้าย”
มือของเสิ่นชิงหลัวหยุดชั่วครู่
“ราชวงศ์อยู่สูงเกินไป การอยู่ห่างย่อมปลอดภัยกว่า”
“แต่พระองค์ดูอ่อนโยนมากนะเจ้าคะ”
“คนอ่อนโยนไม่ได้แปลว่าจะไม่ทำร้ายผู้อื่น”
อาหลานได้ยินน้ำเสียงนั้นก็ไม่กล้าถามต่อ
เสิ่นชิงหลัวปิดกล่องยา นางไม่คิดเตือนอาหลานด้วยเรื่องซึ่งยังไม่เกิดขึ้นในชาตินี้ เพียงต้องระวังไม่ให้ผู้ใดในจวนถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับจ้าวจิ่งหยวนอีก
“พรุ่งนี้เราตรวจม้าชุดสุดท้ายเสร็จแล้วจะกลับจวน”
“แต่ท่านแม่ทัพยังไม่ได้บอกว่าให้กลับได้หรือไม่”
“เราตกลงกันไว้สามวัน”
“หากเขาบอกว่ายังมีเหตุจำเป็นเล่าเจ้าคะ”
เสิ่นชิงหลัวนิ่งไป
เซียวฉางเยี่ยนเน้นเงื่อนไขนั้นตั้งแต่แรกจริง ๆ
“เช่นนั้นค่อยดูว่าเหตุผลของเขาฟังขึ้นหรือไม่”
เสียงฝีเท้าดังมาจากทางเดินนอกคอก ทหารหนุ่มผู้หนึ่งในชุดองครักษ์ราชวงศ์เดินเข้ามา เขามองหาผู้ใดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตรงมายังเสิ่นชิงหลัว
“ขอถามว่าท่านคือคุณหนูเสิ่นหรือไม่”
นางวางกล่องยาแล้วประสานมือ
“ข้าเอง”
องครักษ์หยิบกล่องไม้เรียวยาวออกจากแขนเสื้อ
“องค์ชายสามทรงให้ข้านำสิ่งนี้มามอบแก่คุณหนู”
อาหลานมองกล่องไม้ด้วยความสนใจ
เสิ่นชิงหลัวกลับไม่ยื่นมือรับ
“เป็นสิ่งใด”
“ของเล็กน้อยเพื่อขอบคุณที่คุณหนูช่วยเหลือเรื่องม้าศึกขอรับ”
องครักษ์เปิดฝากล่อง
ด้านในเป็นปิ่นหยกสีขาวนวล แกะสลักเป็นรูปดอกกล้วยไม้ ปลายปิ่นห้อยเม็ดหยกเล็กสองเม็ด ฝีมือประณีตแต่ไม่หรูหราจนเกินไป
เสิ่นชิงหลัวจำมันได้ ชาติที่แล้ว หลังสนทนากันครั้งที่สาม จ้าวจิ่งหยวนเคยมอบปิ่นลักษณะคล้ายกันให้นาง บอกว่ากล้วยไม้เหมาะกับสตรีผู้สุขุมและมีความสามารถ
นางเคยเก็บมันไว้ในกล่องอย่างดีหลายปี กระทั่งคืนที่ถูกจับ ปิ่นนั้นยังวางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง
“องค์ชายยังฝากข้อความมาด้วย” องครักษ์กล่าว “พระองค์ทรงหวังว่าจะได้สนทนากับคุณหนูอีกในโอกาสหน้า”
เสิ่นชิงหลัวมองปิ่นในกล่อง สิ่งที่นางหลีกหนีเริ่มวนกลับมาเร็วเกินไป นางกำลังจะกล่าวปฏิเสธ เงาร่างหนึ่งก็ทอดลงบนกล่องไม้เสียก่อน องครักษ์เงยหน้า สีหน้าเปลี่ยนทันที
“ท่านแม่ทัพ”
เซียวฉางเยี่ยนยืนอยู่ตรงทางเข้าคอก ดวงตาของเขาไม่ได้มองผู้ถือกล่อง
สายตาคมหยุดอยู่บนปิ่นหยกสีขาวซึ่งยังไม่ทันถึงมือเสิ่นชิงหลัว
